ประกาศ เรื่องโดรน น้ำหนักเกิน 25 kg. ฉบับปี 67 จาก CAAT

ประกาศฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทางกฎหมายสำหรับการครอบครองและใช้งานอากาศยานไร้คนขับที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยระบุขั้นตอนการจดทะเบียนทั้งตัวเครื่องและผู้บังคับไว้อย่างละเอียด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากลในกลุ่มการใช้งานที่มีความเสี่ยงระดับกลางและระดับสูง เนื้อหาครอบคลุมถึงคุณสมบัติของผู้ขออนุญาต เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ และข้อปฏิบัติในการบินที่เข้มงวด เช่น การห้ามบินเหนือพื้นที่ชุมชนหรือเขตหวงห้าม รวมถึงข้อบังคับด้านการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายต่อบุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังระบุถึงบทลงโทษและการเพิกถอนใบอนุญาตในกรณีที่ผู้ใช้งานฝ่าฝืนกฎระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของสาธารณะและน่านฟ้าไทย
"ประเภทของการปฏิบัติการบิน" โดยอิงตามมาตรฐานสากลที่จัดแบ่งตาม "ระดับความเสี่ยง" เพื่อนำมาใช้เป็นกรอบในการควบคุมอากาศยานที่ไม่มีนักบิน (โดรน) ที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะโดรนน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัมไม่สามารถรองรับได้
ประกาศฉบับนี้ได้แบ่งประเภทของการปฏิบัติการบินออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
Open Category: การปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ (น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม) ซึ่งไม่ต้องขออนุญาตหากปฏิบัติตามเงื่อนไข
Specific Category: การปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงและต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการก่อนปฏิบัติการบิน
Certified Category: การปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงระดับสูง เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ซับซ้อนและอาจเป็นอันตราย ต้องได้รับการรับรองทั้งตัวอากาศยาน ผู้ปฏิบัติการบิน และผู้บังคับ
บริบทที่กว้างขึ้นของประกาศฉบับนี้ต่อประเภทการปฏิบัติการบิน: ประกาศฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กับอากาศยานที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม โดยจัดให้อยู่ในกลุ่มการปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง (Specific Category) เป็นหลัก
การจัดประเภทให้อยู่ในกลุ่ม Specific Category นี้ ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการบินโดรนขนาดใหญ่ (เกิน 25 กก.) ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าโดรนขนาดเล็ก เพื่อความปลอดภัยทางอากาศและภาคพื้นดิน โดยมีรายละเอียดดังนี้:
ครอบคลุมวัตถุประสงค์เฉพาะทาง: อนุญาตให้บินในระดับ Specific Category สำหรับ 6 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การเล่นเป็นงานอดิเรก/กีฬา, การรายงานข่าว/จราจร, การถ่ายภาพ/ภาพยนตร์/โทรทัศน์, การวิจัยและพัฒนา, การเกษตร, และเพื่อการอื่นๆ ตามที่กำหนด
เงื่อนไขการขออนุญาตที่รัดกุม: การจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง ทำให้ผู้ปฏิบัติการต้องจัดทำแผนการประเมินความเสี่ยง วิธีการจัดการความเสี่ยง และต้องได้รับหนังสืออนุญาตให้ปฏิบัติการบินก่อนเสมอ นอกจากนี้ยังต้องมีการขึ้นทะเบียนอากาศยาน และขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนซึ่งต้องผ่านการอบรมและทดสอบความรู้
ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยระหว่างการบิน: การปฏิบัติการบินในหมวดนี้ต้องทำภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด เช่น ต้องมีกรมธรรม์ประกันภัย, ต้องบินในระยะที่มองเห็นได้ตลอดเวลา, ห้ามบินใกล้คน ยานพาหนะ หรือสิ่งก่อสร้างในระยะ 50 เมตร (ยกเว้นเกี่ยวกับการปฏิบัติการบิน), และห้ามบินสูงเกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
เงื่อนไขเฉพาะเจาะจง (เช่น การเกษตร): หากบินเพื่อการเกษตร ผู้บังคับจะต้องได้รับอนุญาตเกี่ยวกับการใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
กล่าวโดยสรุป การระบุประเภทของการปฏิบัติการบินในประกาศนี้ เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับสากล โดยดึงเอาโดรนขนาดใหญ่ (เกิน 25 กก.) ที่มีแนวโน้มใช้งานในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม เข้ามาอยู่ในระบบควบคุมความเสี่ยงระดับปานกลาง (Specific Category) ที่ภาครัฐสามารถตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยง และอนุญาตเป็นรายกรณีได้อย่างรัดกุม
"ประเภทของการปฏิบัติการบิน" โดยอิงตามมาตรฐานสากลที่จัดแบ่งตาม "ระดับความเสี่ยง" เพื่อนำมาใช้เป็นกรอบในการควบคุมอากาศยานที่ไม่มีนักบิน (โดรน) ที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะโดรนน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัมไม่สามารถรองรับได้
ประกาศฉบับนี้ได้แบ่งประเภทของการปฏิบัติการบินออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
Open Category: การปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ (น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม) ซึ่งไม่ต้องขออนุญาตหากปฏิบัติตามเงื่อนไข
Specific Category: การปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงและต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการก่อนปฏิบัติการบิน
Certified Category: การปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงระดับสูง เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ซับซ้อนและอาจเป็นอันตราย ต้องได้รับการรับรองทั้งตัวอากาศยาน ผู้ปฏิบัติการบิน และผู้บังคับ
บริบทที่กว้างขึ้นของประกาศฉบับนี้ต่อประเภทการปฏิบัติการบิน: ประกาศฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กับอากาศยานที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม โดยจัดให้อยู่ในกลุ่มการปฏิบัติการบินที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง (Specific Category) เป็นหลัก
การจัดประเภทให้อยู่ในกลุ่ม Specific Category นี้ ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการบินโดรนขนาดใหญ่ (เกิน 25 กก.) ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าโดรนขนาดเล็ก เพื่อความปลอดภัยทางอากาศและภาคพื้นดิน โดยมีรายละเอียดดังนี้:
ครอบคลุมวัตถุประสงค์เฉพาะทาง: อนุญาตให้บินในระดับ Specific Category สำหรับ 6 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การเล่นเป็นงานอดิเรก/กีฬา, การรายงานข่าว/จราจร, การถ่ายภาพ/ภาพยนตร์/โทรทัศน์, การวิจัยและพัฒนา, การเกษตร, และเพื่อการอื่นๆ ตามที่กำหนด
เงื่อนไขการขออนุญาตที่รัดกุม: การจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง ทำให้ผู้ปฏิบัติการต้องจัดทำแผนการประเมินความเสี่ยง วิธีการจัดการความเสี่ยง และต้องได้รับหนังสืออนุญาตให้ปฏิบัติการบินก่อนเสมอ นอกจากนี้ยังต้องมีการขึ้นทะเบียนอากาศยาน และขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนซึ่งต้องผ่านการอบรมและทดสอบความรู้
ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยระหว่างการบิน: การปฏิบัติการบินในหมวดนี้ต้องทำภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด เช่น ต้องมีกรมธรรม์ประกันภัย, ต้องบินในระยะที่มองเห็นได้ตลอดเวลา, ห้ามบินใกล้คน ยานพาหนะ หรือสิ่งก่อสร้างในระยะ 50 เมตร (ยกเว้นเกี่ยวกับการปฏิบัติการบิน), และห้ามบินสูงเกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
เงื่อนไขเฉพาะเจาะจง (เช่น การเกษตร): หากบินเพื่อการเกษตร ผู้บังคับจะต้องได้รับอนุญาตเกี่ยวกับการใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
กล่าวโดยสรุป การระบุประเภทของการปฏิบัติการบินในประกาศนี้ เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับสากล โดยดึงเอาโดรนขนาดใหญ่ (เกิน 25 กก.) ที่มีแนวโน้มใช้งานในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม เข้ามาอยู่ในระบบควบคุมความเสี่ยงระดับปานกลาง (Specific Category) ที่ภาครัฐสามารถตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยง และอนุญาตเป็นรายกรณีได้อย่างรัดกุม
บทความที่เกี่ยวข้อง


