
ณ ปัจจุบัน การตรวจสอบความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ที่เหล่าวิศวกรจะต้องปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามกฎหมาย และหลังภาวะวิกฤตแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่ใช้อาคารหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคาร จะต้องมั่นใจในความปลอดภัย โดยวิธีการตรวจสอบอาคารสูงมีข้อจำกัดในการตรวจสอบภายนอก การวัดระยะรอยแตกร้าว ขนาดพื้นที่ จากภายนอกอาคาร ที่มีนัยสำคัญต่อความไม่ปลอดภัย ฉะนั้น PDRC ขอนำเสนอหลักสูตรการตรวจสอบอาคารในรูปแบบใหม่ โดยใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานและวิธีการเข้าถึงที่ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า แม่นยำกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า และต้นทุนที่ต่ำกว่า ที่สำคัญในหลักสูตรจะแนะนำข้อกฎหมายที่สำคัญที่ผู้ตรวจสอบอาคารจะต้องทราบ
ตามประกาศ กฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 และกำหนดเงื่อนไขใน
การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2550 ได้กำหนดให้อาคารบางประเภทต้องมีการตรวจสอบสภาพความมั่นคง และความปลอดภัย
อย่างไรก็ตามการตรวจสอบอาคารในปัจจุบันยังประสบปัญหาในเรื่องของความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่สูงหรือพื้นที่เสี่ยงอันตรายทำให้ไม่สามารถประเมินความปลอดภัยของอาคารได้อย่างครบถ้วนดังนั้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จึงเป็นแนวทางที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน

ปัจจุบันอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินหรือ "โดรน" ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ถูกใช้งานทั้งงานภาพถ่ายทางอากาศ งานภาพถ่ายเพื่อการสํารวจพื้นที่ทรัพยากร งานรักษาความปลอดภัย งานด้านวิศวกรรม และงานด้านเกษตรกรรมจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือ "โดรน" มีความสําคัญกับงานในอนาคตข้างหน้ามากขึ้นและยังพบว่ามีการใช่งานอากาศยานไร้คนขับในงานด้านการตรวจสอบภาพความร้อน หรือ Drone Thermography Inspection เช่น งานตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง(Transmission line) งานตรวจสอบแนวท่อแก๊ส (Pipe line) งานตรวจสอบความร้อนหน้าแผงโซล่าเซลล์ (PV Solar Panel) ก็ต้องอาศัยความสามารถของอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินติดตั้งกล้องภาพความร้อนทั้งสิ้น
ด้วยเหตุดังกล่าว ทางบริษัท พัทยา โดรน แอนด์ โรโบติกส์ เซ็นเตอร์จํากัด จึงได้เล็งเห็น ความสําคัญในบทบาทของอากาศยานไร้คนขับหรือ "โดรน"และต้องการให้เกิดมีมาตรฐานการบินภาพความร้อน หรือ Thermal ขึ้นในประเทศไทย จึงได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในชื่อ “นักบินโดรน Thermal ระดับ 1” (Drone Thermography Level 1) ขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้สนใจในการเรียนบินโดรน Thermal ในประเทศไทย

ในอนาคตจะมีการติดตั้งโซล่าเซลล์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินการควบคุม นั่นคืองานด้านการตรวจสอบ (Inspection) เพื่อป้องกันเพลิงไหม้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Roof Top) ติดตั้งบนพื้นที่ขนาดใหญ่ (Solar Farm) หรือติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) ก็มีความเสี่ยงไฟไหม้ทั้งสิ้น โดยหลักสูตรนี้จะเน้นฝึกอบรมให้มีความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนตรวจสอบทั้งทางไฟฟ้า และทางความร้อนอย่างละเอียด รวมถึงเทคนิคการบินโดรนให้ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมาย ที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กำหนดไว้ รวมถึง ผู้เข้าฝึกอบรมจะเข้าใจสมรรถนะของอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินหรือ“โดรน” ในภารกิจตรวจสอบจุดร้อน ที่เกิดขึ้นกับแผงโซล่าเซลล์ตามมาตรฐานการบิน และมาตรฐานสากลสามารถการใช้งานซอฟต์แวร์ได้อย่างชำนาญ มีทักษะในการวิเคราะห์จุดร้อน ที่มีความเสี่ยงไฟไหม้ แยกแยะความร้อนที่เกิดขึ้น บนหน้าแผงหรือหลังแผงโซล่าเซลล์ได้อย่างชัดเจน
หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการเป็นผู้ตรวจด้านเทคนิควิชาการและ ความเป็นกลาง โดยไม่โน้มเอียงต่อผลิตภัณฑ์ใด ๆ ดังนั้น จึงขอแนะนำ ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ที่มีอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินหรือ “โดรน” ติดตั้งกล้องความร้อนหรือที่มีใช้ในหน่วยงาน ให้สามารถนำมาใช้เข้าร่วมในการฝึกอบรมได้โดยไม่จำกัดรุ่นและยี่ห้อผลิตภัณฑ์

หลักสูตร “นักบินโดรน ขนส่งทางอากาศ DJI FlyCart 30” ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง การใช้โดรนขนส่งสามารถช่วยลดต้นทุนแรงงาน ย่นระยะเวลาในการจัดส่ง และเพิ่มความปลอดภัยในสถานการณ์ที่เสี่ยง
หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจทั้งในด้านทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริง โดยครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับการใช้งาน DJI FlyCart 30 เช่น ความรู้เกี่ยวกับตัวเครื่อง มาตรฐานความปลอดภัย การใช้แอปควบคุมการบิน (Pilot 2) การจัดการภารกิจผ่านระบบ DeliveryHub รวมถึงการฝึกบินในภาคสนาม
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การบังคับโดรน แต่ยังรวมถึงการสร้างทัศนคติด้านความปลอดภัย การวางแผนการบินอย่างมืออาชีพ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้งานได้ในภาคธุรกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมขนส่งด้วยโดรน

“LiDAR” หรือ Light Detection And Ranging System “ระบบตรวจจับแสงและวัดระยะ” เพื่อเก็บข้อมูลทางอากาศด้วยเซนเซอร์ LiDAR สามารถสร้างแผนที่ ที่มีความแม่นยำแม้ในสภาพแวดล้อมที่ยากต่อการเข้าถึง สร้างแบบจำลองระดับความสูงแบบดิจิตอล (DEM) เป็นตัวแทนของพื้นผิวภูมิประเทศที่มีค่าความสูงได้ โดย LiDAR มีหลักการทำงานจากการยิงแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุ เมื่อแสงกระทบวัตถุและสะท้อนกลับมายังเซนเซอร์ระบบจะคำนวณ ระยะห่างวัตถุจากตัวเซนเซอร์ โดยผ่านระยะเวลาที่แสงใช้ในการเดินทาง LiDAR ถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการภูมิสารสนเทศ (Geoinformatics) และการทำแผนที่ (Mapping) โดย LiDAR สามารถติดตั้งได้บนอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” วัดความสูงภูมิประเทศ LiDAR ช่วยให้การทำแผนที่แม่นยำ คำนวณระยะทาง หรือ ความสูง สำรวจพื้นที่ภูมิประเทศในบริเวณกว้าง ในเวลาอันสั้น ได้ชุดข้อมูลความสูงของภูมิประเทศจำนวนมหาศาลในแบบ พ้อยคลาวด์ (Point Cloud) หรือพิกัดจุดภาพสามมิติ เมื่อนำชุดข้อมูลเหล่านี้ มาทำการประมวลผล จะได้โครงสร้างภูมิประเทศที่ทำการสำรวจ ที่เรียกว่า DEM (Digital Elevation Model) ซึ่งเป็นข้อมูลความสูงจุดต่าง ๆ บนพื้นภูมิประเทศ LiDAR สามารถสร้างแผนที่เส้นชั้นความสูงแบบลายเส้นและแสดงเป็นเฉดสี สามารถสร้างแผนที่ความสูงชันของพื้นที่ โดยปราศจากสิ่งกีดขวางและต้นไม้ (Digital terrain modeling, DTM) ซึ่งมีประโยชน์ต่องานสำรวจเพื่อจัดทำแผนที่เป็นอย่างมาก ณ ปัจจุบัน LiDAR ถูกนำไปใช้ในการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์ นักวางผังเมือง นักโบราณคดี หรือศาสตร์สาขาอื่น ๆ ช่วยสร้างแผนที่ของสิ่งปลูกสร้างในเมืองเก่า การสร้างโมเดลสามมิติของสถานที่ท่องเที่ยว การวางผังเมือง ผังความปลอดภัยในสถานที่ต่าง ๆ หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตร เป็นต้น